ห่มรัก..มัดย้อม ครั้งที่ 2 ( 8-10 ธันวาคม 2550 ) ณ ดอยสามหมื่น บ้านน้ำรู จ.แม่ฮ่องสอน

เรื่องเล่าจาก อนุทิน

           "...จากที่ผมได้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการให้กับพี่ๆ อาสาสมัครจากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชมรมสร้างสุขเพื่อสังคมภาคเหนือ เพื่อๆ จากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พี่ๆ จากบริษัทอาร์ซี คอมโปเนนท์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำดอยสามหมื่น พี่ๆ จากมูลนิธิกองทุนไทย และจากหน่วยงานอื่นๆ อีกมากมาย ผมพบว่าการได้ร่วมกิจกรรมห่มรักมัดย้อมครั้งนี้ คือประสบการณ์อันล้ำค่าที่หาไม่ได้ในห้องเรียน..." อนุทิน ชัยมงคล อาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยนเรศวรกล่าวถึงการทำกิจกรรม "ห่มรักมัดย้อม" ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งบนดอยสูงในอำเภอเชียงดาว จ.เชียงใหม่

           ด้วยระยะเวลากว่า 8 ชั่วโมงบนรถตู้ อาสาสมัครจากกรุงเทพฯ จำนวน 25 คน ก็ถึงจุดนัดพบกับกลุ่มอาสาสมัครจากชมรมสร้างสุขเพื่อสังคมภาคเหนือ ( Give North ) อีก 35 คน ที่หน้าที่ว่าการอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ตอนแปดโมงเช้าของวันที่ 8 ธันวาคม 2550 ก่อนเคลื่อนขบวนไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำดอยสามหมื่น อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยพร้อมเพรียงกันตามเส้นทางสายแม่ริม - แม่มาลัย - ห้วยน้ำดัง - ดอยสามหมื่น

           แม้จุดหมายจะอยู่ห่างออกไปเพียงแค่ 150 กิโลเมตร ทว่าต้องใช้เวลาเดินทางราว 4 ชั่วโมงเลยทีเดียว เพราะ 90 เปอร์เซนต์ของเส้นทางต้องไต่ความสูงไปตามโค้งขอบเขาน้อยใหญ่บนเทือกเขาถนนธงชัย โดยเฉพาะช่วง 30 กิโลเมตรสุดท้ายจากอุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดังไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำดอยสามหมื่นนั้น ต้องเปลี่ยนยานพาหนะจากรถตู้ไปเป็นรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อลัดเลาะไปตามทางลูกรังที่ใช้ได้เฉพาะหน้าแล้ง แถมคดเคี้ยวราวกับงูเลื้อยบนระดับความสูงที่อยู่เหนือห้วยน้ำดังขึ้นไปอีก

          กว่าจะถึงหน่วยฯ ที่ดอยสามหมื่นก็ราวบ่ายโมงครึ่ง เราจัดของเข้าที่พัก ทานอาหารหลางวัน จากนั้นก็เตรียมวัสดุอุปกรณ์ในการเย็บผ้าห่มเพื่อขนย้ายต่อไปยังบ้านน้ำรูที่ต้องเดินทางต่อไปอีก 10 กิโลเมตร การทำผ้าห่มเริ่มต้นขึ้นทันทีที่วัสดุอุปกรณ์มาถึงลานอเนกประสงค์ของหมู่บ้าน กิจกรรมวันแรกนี้พวกเราต้องทำงานแข่งกับเวลาที่เหลืออยู่เพียง 3 ชั่วโมงก่อนที่ฟ้าจะมืด ( 6 โมงเย็นที่นี่มืดแบบ 1 ทุ่มเลย )

          อาสาสมัครถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กล่มแรกรับผิดชอบหาฟืนสำหรับต้มผ้าและย้อมผ้า และทำราวตากผ้า กลุ่มที่สองหาใบไม้ เปลือกไม้ และสมุนไพรพื้นบ้านอื่นๆ ที่ให้สีตามธรรมชาติได้ กลุ่มสุดท้ายรับผิดชอบมัดผ้าให้เป็นลวดลายต่างๆ เตรียมพร้อมไว้สำหรับการย้อมในวันรุ่งขึ้น

           ระยะเวลา 3 ชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็วดังใจนึก แม้ภารกิจทั้ง 3 กลุ่มจะแล้วเสร็จได้ไม่เท่ากับที่กำหนดไว้ แต่อาสาสมัครทั้งหลายก็บอกว่าพร้อมสู้ตายในวันรุ่งขึ้นทันทีที่แสงสุดท้ายลาลับเหลี่ยมเขาไป ความมืดก็เริ่มแผ่คลุมไปทั้งหมู่บ้าน ความเย็นยะเยือกตามมาในแทบจะทันที คืนแรกนี้พวกเราทุกคนต้องฝ่าไอหนาวกลับไปนอนที่หน่วยจัดการต้นน้ำฯ ก่อนจะนอนที่หมู่บ้านในคืนถัดไป

           นับว่าเป็นความโชคดีทีเดียวที่คืนแรกพวกเราได้ค้างแรมกันที่หน่วยจัดการต้นน้ำฯ ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควรให้พวกเราทุกคน แต่ ณ นาทีที่อยู่ภายใต้อุณหภูมิราว 10 องศาต้นๆ ก่อนที่จะลดต่ำลงเป็นเลของศาตัวเดียวในช่วงตอนดึก ทุกอย่างของที่นี่ต้องถือว่ายอดเยี่ยมไม่แพ้รีสอร์ตห้าดาว ทั้งอาหารการกิน ที่หลับที่นอน และห้องน้ำห้องท่าต่างๆ

         พวกเราต้อนรับแสงแรกจองวันที่สองที่จุดชมวิวบนยอดดอยสามหมื่น บนจุดชมวิวนี้พวกเราสามารถเห็นทิวทัศน์ของดอยสามหมื่นโดยรอบแบบ 360 องศา นับว่าคุ้มค่าแบบสุดๆ กับการฝ่าลมหนาวออกม่ตอนตีห้าเพื่อรอดูพระอาทิตย์ขึ้น

          ภารกิจวันที่สองเริ่มขึ้นทันทีที่เดินทางถึงบ้านน้ำรู กิจกรรมช่วงเช้าแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกตามเก็บงานที่ยังคั่งค้างจากวันแรก โดยเฉพาะการมัดลาย การต้มย้อมผ้า และการตัดเตรียมใยโพลีเอสเตอร์ ส่วนกลุ่มที่สองจะดำเนินการทำแนวกันไฟบนยอดดอยเหนือหมู่บ้าน กิจกรรมในวันนี้มีพี่น้องจากบ้านน้ำรูมาร่วมทำกิจกรรมด้วยอย่างคึกคักโดยกลุ่มแม่บ้านจะช่วยงานเรื่องการมัดลายและการต้มผ้า ส่วนกลุ่มชายหนุ่มจะมาออกกำลังทำแนวกันไฟร่วมอาสาสมัครแรมโบ้ทั้งหญิงชายของพวกเรา

          ความเหน็ดเหนื่อยในช่วงเช้าถูกทดแทนด้วยข้าวเหนียว หมูทอด น้ำพริกหนุ่ม แคปหมู และชุดผักสดอันแสนอร่อยจากฝีมือของเพื่อนๆ อาสาสมัครจากแม่โจ้ที่อาสาเป็นพ่อครัวและแม่ครัวหัวป่าเฉพาะกิจ

          กิจกรรมในช่วงบ่าย ทุกคนช่วยกันตากผ้าและน้ำผ้าที่แห้งแล้วมาเย็บเป็นผืนผ้าห่ม แผ่นใยโพลีเอสเตอร์ที่ตัดรอเตรียมไว้แล้วกว่า 90 ผืนกองพะเนินรอให้คนเย็บนำไปสอดไส้ในผ้าที่ตากแห้งแล้ว อาสาสมัครและพี่น้องบ้านน้ำรูราว 50 คน ช่วยกันเย็บผ้าห่มอย่างแข็งขันแข่งกับเวลาที่มีอยู่ประมาณ 4 ชั่วโมงก่อนฟ้ามืด โดยตั้งเป้ากันไว้ว่าจะต้องเย็บผ้าห่มขนาด 3 x 5 ฟุตให้ได้อย่างน้อย 60 ผืน (เพื่อให้ทุกบ้านได้ผ่าห่มอย่างน้อยบ้านละผืน)

          ค่ำคืนนี้อาสาสมัครทุกคนจะค้างแรมกันที่ลานเย็บผ้าห่มแห่งนี้ เต็นท์หลากขนาดถูกกางล้อมบริเวณรอบบริเวณที่เราปฏิบัติงาน โดยหลังอาหารมื้อค่ำก็จะมีกิจกรรมรอบกองไฟ พร้อมทั้งการแสดงชุดพิเศษจากกลุ่มเยาวชนและนักดนตรีพื้นบ้านของบ้านน้ำรู ( ลีซอ )

      แม้บรรยากาศรอบตัวจะหนาวจับใจ แต่กิจกรรมรอบกองไฟก็ช่วยเรียกเหงื่อสู้กับความหนาวได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเต้นรำประเพณีของชาวลีซอที่ชวนอาคันตุกะอย่างพวกเราเต้นไปตามจังหวะและเสียงเพลงจากพิณพื้นบ้านที่บรรเลงนำการเต้นแบบนี้ผู้เต้นทั้งหมดจะจับมือกันเป็นวงกลมและเต้นหมุนเป็นวงกลมไปเรื่อยๆ จนกว่านักดนตรีจะหยุดบรรเลง

            อากาศที่บ้านน้ำรูในคืนนี้หนาวยิ่งกว่าคืนแรกที่หน่วยจัดการต้นน้ำฯ เพราะอยู่ในหุบเขา นอกจากความหนาวเย็นแล้ว ยิ่งดึกน้ำค้างกับลมก็ยิ่งแรงมากขึ้น อาสาสมัครหลายคนสารภาพในตอนหลังว่าซาบซึ้งแล้วถึงความหนาวแบบที่หนาวจนนอนไม่หลับนั้นเป็นอย่างไร

            เช้าวันนี้ ( 10 ธ.ค. 50 )?ยังคงเป็นเช้าที่เหน็บหนาวเหมือนเดิม หลังจากที่ได้โจ๊กหมูร้อนๆ มาเติมพลังขับไล่ความหนาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงช่วงเวลาสำคัญอีกช่วงหนึ่งของกิจกรรม "ห่มรักมัดย้อม" ในครั้งนี้ คือ การส่งมอบผ้าห่มที่มาจากฝีมือของเหล่าอาสาสมัครและพี่น้องบ้าน้ำรู จำนวน 60 ผืน ให้กับบ้านน้ำรูและหน่วยจัดการต้นน้ำดอยสามหมื่นด้วยความอิ่มใจของผู้ให้และความสุขใจของผู้รับ ก่อนที่จะร่ำลาเพื่อเดินทางกลับสู่จุดหมายปลายทางของแต่ละคน

            "...ตอนนี้เข้าใจแล้วว่า ทำไมเราถึงเลือกที่จะมาช่วยกันเย็บผ้าห่ม มากกว่ามาซื้อผ้าห่มมาแจก แจกเสร็จแล้วก็กลับ..."

            อาสาสมัครหนุ่มคนเดิมจากมหาวิทยาลัยนเรศวรได้คำตอบที่ตัวเองตั้งคำถามไว้ก่อนเดินทางมา...เป็นที่เรียบร้อยแล้ว